บิทคอยน์เงินดิจิทัล เม่าน้อยศึกษาลงทุน – ไทยรัฐ

Share on facebook
Share on twitter
Share on reddit
Share on pinterest

“ฉะนั้นยิ่งมีคนทำธุรกรรมเยอะ ระบบก็จะสมบูรณ์ ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีคนทำเลยการยืนยันแต่ละอันก็จะไม่เกิดขึ้น” คำถามสำคัญ…มีว่า “เงินดิจิทัลบิทคอยน์” เป็นการหลอกลวงไหม? ตอบเลยว่า “ไม่ใช่” หากแต่เป็นกลไกของคนที่คิดระบบบิทคอยน์ขึ้นมา หรือที่เรียกกันว่า “คริปโตเคอร์เรนซี” ว่าในการโอนเงินแต่ละครั้งจะมีการเข้ารหัสเพื่อยืนยัน ฉะนั้นต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ที่จะมาช่วยคำนวณให้

เนื่องจากบิทคอยน์เป็นดีเซ็นทรัลไลซ์ หมายความว่า ไม่ได้อยู่ที่แบงก์ สถาบันการเงินเดียวที่ทำทุกอย่างได้หมดครบทั้งระบบจบเลย แต่ด้วยว่าเป็นระบบที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ก็ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องมาช่วยกันถอดรหัส…แล้วก็ออกแบบมาว่าใครช่วยประมวลผลรายการพวกนี้คุณก็เอาเศษๆเงินไป

เหมือนกันเลย…กับธนาคาร ทำธุรกิจเหล่านี้ก็จะได้กำไรเป็นดอกเบี้ย

ในการขุดเงินดิจิทัลบิทคอยน์ คนที่ช่วยประมวลผลก็ได้เศษเงิน แต่พอได้เศษๆบางคนก็หัวใส…ทำเครื่องเดียวได้แค่นี้ ก็คิดทำหลายๆเครื่องมาช่วยขุดเป็น 100 เครื่องก็จะได้เยอะน่ะสิ

จึงเกิดการขุด เป็นธุรกิจงอกเงยขึ้นมา ลงทุนขุดบิทคอยน์…เป็นเครื่องขุดบิทคอยน์ขึ้นมา

ถามต่อไปอีกว่า…ถูกต้องไหม? ก็ต้องบอกว่า “ไม่ได้ผิด” แต่อาจจะผิดในแง่ที่ว่าคุณ…ที่ขุด กำลังสูบทรัพยากร ค่าไฟฟ้ามหาศาลเพื่อแลกมาด้วยเงินดิจิทัลที่ว่านี้…“บางคนก็พัฒนาขึ้นไปอีกลำดับ ก็อาจจะใช้ระบบโซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยเรื่องค่าไฟ หนักไปกว่านั้นที่เคยได้ยินมา ในประเทศจีนก็ย้ายไปขุดในพื้นที่ที่อากาศเย็นๆมากๆ จะได้ช่วยลดความร้อนในการรันคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงต่อเนื่องไปอย่างไม่หยุด”

พอจะเห็นภาพ “บิทคอยน์” กันบ้างแล้วก็ต้องบอกกันตรงๆว่า ถ้าใครที่จะมาเริ่มลงทุนซื้อเครื่องขุดบิทคอยน์วันนี้ ดูจะไม่คุ้มค่าน่าลงทุนเสียแล้ว เพราะบิทคอยน์ในแต่ละรอบ 4 ปีจะมีวิธีการคำนวณให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นเมื่อก่อนอาจจะเคยออกมาเยอะ ได้เยอะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว…จะเริ่มออกน้อยลง

กระนั้นในโลกเงินสกุลดิจิทัลก็ยังมีเหรียญอื่นให้ขุด เรียกว่า…คริปโตเคอร์เรนซีตัวอื่นให้ขุดได้ด้วยเช่นกัน ทำความเข้าใจกันง่ายๆ อาจจะเรียกว่า เงินดิจิทัลสกุลอื่น…เป็นค่าเงิน เหรียญตัวอื่นนั่นเอง

ถ้าไม่ “ขุด” ก็ “ซื้อ”…นัยความหมายของการซื้อนี่เองที่เหมือนการลงทุน ที่มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเลย ภาวุธ บอกว่า กฎหมายรองรับแล้วกับการลงทุนเงินดิจิทัล ก.ล.ต.ออกกฎหมายควบคุมเรื่องสกุลเงินดิจิทัล

พูดให้เห็นภาพคร่าวๆ “เหรียญดิจิทัล” ใครจะเสกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ก็จริงอยู่ นั่นก็คือสร้างขึ้นมา แต่ถ้าจะเปิดขายใครก็ต้องขอ ก.ล.ต. ประการถัดมา…หากจะเปิดบริษัทที่รับแลกเหรียญเงินสกุลดิจิทัล ตัวกลางเป็นเหมือนโบรกเกอร์ เอกซ์เชนจ์ เมื่อก่อนเปิดสาธารณะ ระดมเงินมาซื้อขายเหรียญ ใครจะฝากก็ได้มาซื้อก็มาซื้อผ่านผม

“เมื่อก่อน ก.ล.ต.ยังไม่กำกับ แต่ทุกวันนี้ต้องขออนุญาตก่อน จึงจะทำได้”

ประการที่สาม…การซื้อขายเหรียญในฟากฝั่งบุคคลธรรมดา เมื่อก่อนคุณมีกำไรก็แอบๆงุบๆงิบๆได้ รายได้การซื้อการขายยังไม่ถูกนำมารวมเป็นรายได้ส่วนบุคคลเพื่อคำนวณการเสียภาษี แต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาสรรพากร ก.ล.ต.ออกกฎหมายมาแล้วว่า รายได้เหล่านี้ต้องเอาไปประเมินรวมเข้ากับรายได้ส่วนบุคคล…บริษัทสิ้นปีด้วย

ฉะนั้น…“กฎหมาย” มาแล้ว บังคับใช้กับ “เงินดิจิทัล” แล้วเช่นกัน

“เงินดิจิทัล”…คำนวณภาษีก็อยู่ในกรอบตามข้อกำหนด แต่มีความพยายามจะกำกับครอบคลุมกำไรที่เกิดขึ้นในส่วนของการซื้อขายเหรียญเหล่านี้ให้เข้าไปอยู่ในกรอบของเรื่องรายได้ส่วนบุคคล…บริษัทด้วย

ถามถึงความเสี่ยง…การลงทุน “บิทคอยน์” มีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร?

“ผมมองว่ามีความเสี่ยงนะ ถ้าจำกันได้ ไม่นานมานี้เอง ก.ล.ต.เริ่มโยนหินถามทางว่า มีกลุ่มเด็ก…มัธยม…มหาวิทยาลัยเข้ามาเล่น ลงทุนเงินดิจิทัลกันเยอะ ด้วยแรงจูงใจสำคัญคือราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่มีกำลังซื้อน้อยหันมาลงทุนกันมาก บางทีคนอาชีพหาเช้ากินค่ำ รับจ้าง ขับแท็กซี่ก็เข้ามาลงทุน ก็เลยกลัวว่าจะเป็นแหล่งที่คนที่ไม่เข้าใจลงทุนแล้วขาดทุนหมดตัวได้ง่ายๆ

“ใครจะมาซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซีต้องมีรายได้อย่างต่ำ…เงินเก็บ 1 ล้านบาท ขีดเส้นไว้เป็นกรอบกว้างๆ แต่นั่นก็ยังเป็นแค่แนวความคิดยังไม่ได้บังคับใช้จริง ผล…ทำให้กลุ่มผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยน ซื้อขาย เอกซ์เชนจ์ที่ ก.ล.ต.กำกับอยู่แล้วเริ่มออกตัว สะท้อนว่ากรอบข้างต้นเป็นการป้องกันมากจนเกินไป”

แน่นอนว่า…คงต้องหาจุดกลาง เพื่อความสมดุลกันอีกที

หลายคนอาจจะสงสัยเงินดิจิทัลเหล่านี้ จะนำมาใช้ในโลกจริงอย่างไร หรือแค่เป็นตัวเลขในระบบคอมพิวเตอร์เพียงเท่านั้น ภาวุธ อธิบายว่า ตอนนี้มีบางธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศที่รับจ่ายเงินด้วยบิทคอยน์ได้ แต่จริงๆแล้วด้วยตัวเหรียญบิทคอยน์เป็นเหรียญที่มีอยู่จำกัด ไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะเสกขึ้นมาสัก 100 ล้านเหรียญนั้นก็ไม่สามารถทำได้…การที่มีคนขุด มีบริษัทขุดก็ทำกันภายใต้ข้อจำกัด ด้วยบิทคอยน์ในโลกนี้มีแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น

ด้วยอัลกอริทึมที่เขียนไว้ถูกจำกัดแค่นั้นจริงๆ…แล้วในแต่ละปีก็ทยอยออกมา เมื่อออกมาอย่างจำกัด มูลค่าที่มาจากผู้คนมีความต้องการสูงมากขึ้น ขณะที่เงินจริงๆ ไม่ว่าเงินดอลลาร์ เงินสกุลต่างๆมีค่าน้อยลงด้วยมีการปั๊มเงินสดเพิ่มขึ้น (คิวอี)…เงินที่เรามีอยู่ 100 บาท ราคาก็เริ่มด้อยค่าลง คนก็เลยไปหาสินทรัพย์ตัวใหม่ที่ไม่ด้อยค่า

“บิทคอยน์” จึงเกิดขึ้นมา ด้วยมีจำกัดจริง คนสนใจจริง…บอกตรงๆว่า บิทคอยน์เท่ากับทองคำ ของจับต้องได้และคนก็ให้ค่ามัน มีคุณค่า มีราคาที่ขึ้นลงก็เลยกลายเป็นที่ต้องการ คนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเมื่ออีลอน มัสก์เข้ามาในวงการ ราคายิ่งถีบตัวมากขึ้น ซื้อขายได้จริง มีเงินออกมาจริง

สะท้อนภาพต่อเนื่องในแง่กองทุน ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทต่างๆที่มีเงินกำไรสะสมไว้ แทนที่จะเก็บเงินสดก็มีแนวความคิดว่าจะไปเก็บบิทคอยน์เพราะมูลค่าเติบโตเร็วกว่า

“การลงทุนมีความเสี่ยง” ภาวุธ ซีอีโอตลาดดอทคอม แนะว่าการที่ใครจะมาเล่น มาซื้อ เพื่อการลงทุนจงเอาเงินเก็บที่เมื่อคุณสูญเสียไปหมด 100% หายไปหมดเลยจะไม่กระทบกับตัวคุณ

“เนื่องจากราคาขึ้นเร็ว…ลงเร็ว ไม่ใช่แค่ 5%…7% แต่ขึ้น 10…20…30% ต่อวัน ลงทุน 100 บาทภายใน 1
Source…

More Gaming News For You >>